หน้าหลัก
        จุดประสงค์์
        วัตถประสงค์ของสหกรณ์
        อุดมการณ์สหกรณ์
        ความสำคัญของสหกรณ์
        หลักการสหกรณ์
        แบบทดสอบ

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลักการสหกรณ์
                  หลักการสหกรณ์  หมายถึง  แนวทางของสหกรณ์ที่สหกรณ์รูปแบบต่าง ๆ ยึดถือปฏิบัติ  เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามความมุ่งหมาย  และเป็นหลักสำคัญที่จะพิจารณาว่าธุรกิจนั้น ๆ เป็น สหกรณ์หรือไม่  แนวทางต่าง ๆนี้เป็นผลของการค้นคว้าทดสอบความสำเร็จและความล้มเหลวของนักสหกรณ์รุ่นเก่า ๆ  ซึ่งมีความมานะและเสียสละที่จะวางแนวทางให้คนรุ่นหลังได้อาศัยเป็นเครื่องมือสำหรับขจัดความยากจนและความขัดสนในการครองชีพ
              
ประเภทหลักการสหกรณ์

                  หลักการสหกรณ์แบ่งได้เป็น  2 ประเภท   คือ
                   1.  หลักสหกรณ์ทั่วไป   ซึ่งเป็นหลักที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย และสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติเกือบไม่มีข้อยกเว้น และถ้าสหกรณ์ใดดำเนินงานโดยเลี่ยงไปจากหลักสหกรณ์ทั่วไปนี้แล้ว อาจจะพูดได้ว่าสหกรณ์นั้นขาดลักษณะสำคัญขององค์การสหกรณ์
                   2.  หลักสหกรณ์เฉพาะ   เป็นหลักซึ่งยังไม่เป็นที่รับรองกันทั่วไป หรือเหมาะกับสถานการณ์บางประเทศเท่านั้น    หลักสหกรณ์เฉพาะนี้ควรจะได้รับการดัดแปลงปรับปรุงให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ   หรือสิ่งแวดล้อมเฉพาะท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง   เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานให้บรรลุจุดมุ่งหมายของแต่ละสหกรณ์
                   สำหรับหลักสหกรณ์ที่ยึดถืออยู่ในปัจจุบันนี้  เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักสหกรณ์ของผู้นำแห่งเมือง รอชเดล  ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งร้านสหกรณ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2387 (ค.ศ 1844) เป็นหลักสหกรณ์ที่ได้ปรับปรุงพัฒนามา ซึ่งมีหลักการในการดำเนินการอยู่ 10 ประการ คือ
               1.  เปิดรับสมาชิกทั่วไป    ผู้นำแห่งรอชเดล ต้องการที่จะให้สมาคมสหกรณ์ของตน
เปิดรับบุคคลทุกคน  โดยเปิดให้บุคคลที่เข้าเป็นสมาชิกทีหลังก็มีฐานะเท่ากับสมาชิกที่เข้ามาก่อนแล้วหรือตั้งแต่เริ่มตั้ง  เขาต้องการมิให้มีความแตกต่างกัน  ในเรื่องการเมือง  ศาสนา  และเชื้อชาติหลักข้อนี้จะขัดข้องอยู่ก็แต่เฉพาะผู้ที่มีความประพฤติเลวเป็นคนไม่ดี  ผู้เข้าเป็นสมาชิกจะต้องผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการดำเนินงาน
              2.  การออกเสียงหนึ่งคนหนึ่งเสียง   ผู้นำรอชเดลเห็นว่า การออกเสียงควรจะคำนึงถึงบุคคลมากกว่าทุนหรือหุ้นที่เขาถือ โดยให้ยึดหลักว่าสมาชิกมีสิทธิออกเสียงได้คนละหนึ่งเสียง 
ไม่คำนึงว่าจะมีทุนเรือนหุ้นมากหรือน้อย
              3.  การค้าด้วยเงินสด รอชเดลกำหนดให้ร้านสหกรณ์ขายสินค้าด้วยเงินสด เพราะในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ในอังกฤษการซื้อสินค้าเชื่อมีแต่ทำให้กิจการทรุดโทรม
              4.  การให้การศึกษาแก่สมาชิก รอชเดลกำหนดให้มีการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ
สหกรณ์แก่สมาชิก  เนื่องจากระยะนั้นมีผู้รู้เรื่องสหกรณ์น้อยมาก
              5.  ความเป็นกลางทางการเมืองและศาสนา ผู้นำแห่งรอชเดลมีความต้องการที่จะกันเรื่องการเมืองและศาสนาออกไปจากสหกรณ์ เพราะปัญหาเศรษฐกิจก็ยุ่งยากมากพอแล้ว
              6.  ไม่เสี่ยงภัยจนเกินไป เนื่องจากรอชเดลมีเงินทุนจำกัด จึงต้องดำเนินการโดยรอบคอบ นับว่าเป็นวิธีการที่ดี
              7.  จำกัดเงินปันผลแก่ทุนเรือนหุ้น รอชเดลเชื่อว่าผลตอบแทนแก่ทุนเรือนหุ้นควรจะจำกัด แนวคิดนี้ได้รับมาจาก โรเบิร์ต โอเวน คิดว่าร้อยละ 5 เป็นอัตราสูงสุด
              8.  การขายสินค้าตามราคาตลาด ปัจจุบันบางประเทศอาจจะปฏิบัติต่างกันไป เช่น ประเทศสวีเดน ร้านสหกรณ์ขายตามราคาต้นทุนที่แท้จริงของสหกรณ์ ประเทศที่ปฏิบัติเช่นนี้มีเป็นส่วนน้อย
              9. จำกัดจำนวนหุ้นที่สมาชิกถือ ผู้นำแห่งรอชเดล ไม่ต้องการให้สมาชิกผู้ใดควบคุมหุ้นส่วนใหญ่ของ สหกรณ์
             10.  การแบ่งเงินส่วนเกินตามส่วนแห่งธุรกิจ รอชเดล จ่ายเงินส่วนที่เหลือจากการดำเนินงาน และปันผลหรือดอกเบี้ยให้เงินทุนเรือนหุ้นแก่สมาชิกตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกกระทำกับ
สหกรณ์
                   จากหลักสหกรณ์ของรอชเดลดังกล่าว  ได้ก่อให้เกิดหลักการสหกรณ์ทั่วไปขึ้น  ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่สหกรณ์ประเภทต่างๆ พึงยึดถือในปัจจุบัน  ประกอบด้วยหลัก 7 ประการ คือ

1.  หลักการรับสมาชิก
                   สหกรณ์เป็นองค์การซึ่งสมาชิกจะต้องมีความเข้าใจการร่วมมือกันอย่างสำนึก  เพื่อให้งานของสหกรณ์บังเกิดประโยชน์แก่บุคคลผู้ร่วมงานทุกคน
                  1.1 จำนวนต่ำสุดของสมาชิก จำนวนต่ำสุดของสมาชิกสหกรณ์ ก็ควรจะเป็นจำนวนน้อยที่สุดที่จะให้สหกรณ์สามารถดำเนินงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ สามารถดำเนินงานให้บังเกิดผลดีแก่สมาชิกในแง่ของกฎหมาย พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 34 บัญญัติว่า 
ผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกสหกรณ์ที่จะขอจัดตั้งขึ้นต้องประชุมกันเพื่อคัดเลือกผู้ที่มาประชุมให้เป็นคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์จำนวนไม่น้อยกว่าสิบคน  เพื่อดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์
                  1.2 จำนวนสูงสุดของสมาชิก ตามหลักสหกรณ์ไม่จำกัดจำนวนสูงสุดของสมาชิกไว้เลย และเท่าที่ปรากฏไม่พบว่ามีกฎหมายประเทศใดกำหนดไว้ กฎหมายของบางประเทศยังห้ามมิให้จำกัดจำนวนสมาชิกไว้เสียอีก เช่น   กฎหมายของออสเตรีย รูมาเนีย เป็นต้น เหตุที่สหกรณ์ต้องการจำนวนสมาชิกมาก ๆ เพราะสหกรณ์ต้องการที่จะไดรับความร่วมมือช่วยเหลือจากบุคคลหลาย ๆ คน   และ ขณะเดียวกันสหกรณ์ก็มุ่งประสงค์ที่จะให้ความ สงเคราะห์ช่วยเหลือแก่บุคคล
ที่ยากจนให้ได้มาก ๆ ด้วย
                  จำนวนสมาชิกย่อมมีความสัมพันธ์กับปริมาณธุรกิจ  และปริมาณธุรกิจย่อมสัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย  สหกรณ์ใดมีธุรกิจมากค่าใช้จ่ายต่อหน่วยก็ต่ำลง  ซึ่งย่อมจะช่วยให้สหกรณ์ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหกรณ์ผู้บริโภคย่อมต้องการสมาชิกมากเป็นพิเศษ
                  1.3 คุณลักษณะของสมาชิก   เป็นเรื่องสำคัญมาก สหกรณ์จะรับบุคคลใดเข้าเป็นสมาชิก จะต้องมีการคัดเลือกสอบสวนเรื่องความประพฤติและอื่น ๆ อีกเท่าที่จำเป็น เพราะการ
ร่วมมือกันในสหกรณ์นั้นเราร่วมมือกันด้วยน้ำใจและอย่างสำนึก  และเมื่อเป็นสมาชิกสหกรณ์
แล้วจะต้องทำงานให้สหกรณ์ด้วย  ไม่ใช้พอเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แล้วคอยแต่รับประโยชน์จาก
สหกรณ์  ถ้าหากว่าสหกรณ์เป็นที่รวมของสมาชิกซึ่งมีความต้องการแตกต่างกันหรือขัดแย้งกัน  สหกรณ์ก็ดำเนินงานไปไม่ได้ เพราะความแตกต่างหรือขัดแย้งนั้นจะทำให้เกิดการแตกแยกสามัคคีกันในที่สุด ข้อที่ควรนำมาพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องลักษณะของสมาชิกอีกข้อหนึ่งก็คือว่า  คนกลาง  พ่อค้าผู้ให้กู้เงิน  ผู้ให้เช่านา  เหล่านี้  มีสหกรณ์ได้หรือไม่
                   อุดมการณ์ของสหกรณ์   คือการกำจัดการแสวงหากำไรอันไม่เป็นธรรม  เพราะการแสวงหากำไรดังกล่าวนั้นทำให้ผู้คนเดือดร้อน  ในประวัติของสหกรณ์ผู้ผลิตผู้บริโภคไม่เคยปรากฎว่าคนกลางได้เข้ามามีส่วนในการสนับสนุนขบวนการสหกรณ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น  เราทราบแล้วว่าการรวมตัวกันอย่างมีระเบียบวินัยย่อมก่อให้เกิดกำลัง  เมื่อคนกลางใช้กำลังแห่งการรวมกันเพื่อ
ก่อเกิดความเดือดร้อนในสังคม โดยแสวงหากำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  
                 

2. หลักการรวมทุน

                  สหกรณ์เป็นองค์การรวมคนที่มีลักษณะนิสัยดียิ่งกว่าเป็นการรวมทุน  ทุนมีความสำคัญในอันดับรองเท่านั้น  ถือว่าเงินเป็นของหาได้ง่าย  แต่คนดีหายาก
                  วิธีหาทุนของสหกรณ์กล่าวโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น  2  วิธีใหญ่ ๆ   คือ
                  1.  การไม่ให้สมาชิกนำเงินมาลงทุนในสหกรณ์ ในวิธีนี้สหกรณ์ต้องหาทุนโดยทางอื่น
ก็คือ การกู้เงินจากแหล่งอื่นโดยใช้หลักทรัพย์ของสหกรณ์หรือทั้งหลักทรัพย์และความรับผิดชอบของสมาชิกทั้งหลายเป็นหลักประกันเงินกู้นั้น  นอกจากนี้อาจหาทุนได้โดยการรับฝากเงินจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอก  แต่การรับฝากเงินจากสมาชิกที่กล่าวนี้ไม่มีสภาพเป็นการบังคับ
                 2.  การหาทุนโดยการจำหน่ายหุ้น วิธีนี้สหกรณ์ขอร้องให้สมาชิกนำเงินมาซี้อหุ้น
ในสหกรณ์จำนวนหนึ่ง
                       2.1 การจำหน่ายหุ้น สหกรณ์จะไม่จำหน่ายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเหมือนอย่างบริษัท สหกรณ์จะขายหุ้นให้แก่เฉพาะแต่สมาชิกเท่านั้น   สหกรณ์บางประเภทกำหนดจำนวนหุ้นให้สมาชิกถือโดยคำนึงถึงปริมาณธุรกิจที่สมาชิกกระทำกับสหกรณ์
                        2.2 จำนวนหุ้น สหกรณ์กำหนดจำนวนหุ้นไว้สูงกว่าจำนวนที่อาจขายได้ เพราะ
สหกรณ์ต้องการให้มีหุ้นสำรองไว้สำหรับสมาชิกใหม่
                   จำนวนหุ้นของสหกรณ์ไม่ได้กำหนดตายตัวแน่นอน   แต่บอกราคาไว้แน่นอนไม่มีการขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนอย่างหุ้นของบริษัท  เพราะฉะนั้นถึงแม้กิจการของสหกรณ์จะเจริญดี มีฐานะ
มั่นคง  ก็จะไม่ปรากฏว่าราคาหุ้นของสหกรณ์สูงขึ้น
                        2.3 มูลค่าหุ้น    สหกรณ์แบ่งหุ้นและกำหนดมูลค่าหุ้น โดยคำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิกที่มีเงินทุนไม่มากนัก มูลค่าหุ้นของสหกรณ์โดยทั่วไปจึงต่ำกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทมาก
                        2.4 จำนวนหุ้นสูงสุดที่สมาชิกแต่ละคนจะถือได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันระบบนายทุนใน
สหกรณ์  หรือเพื่อป้องกันมิให้หุ้นสหกรณ์ขึ้นอยู่กับเงินค่าหุ้นที่สมาชิกผู้หนึ่งผู้ใดถืออยู่  ซึ่งอาจจะกระทบกระเทือนต่อฐานะการดำเนินงานของสหกรณ์   พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 33 กำหนดให้สมาชิกแต่ละคนจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยหนึ่งหุ้น แต่ไม่เกินหนึ่งในห้าของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด
                        2.5 ส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทจำกัด หุ้นของบริษัทจำกัดมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งมีชื่อ
ผู้ถือ  ชนิดหนึ่งไม่มีชื่อผู้ถือ ส่วนหุ้นของสหกรณ์มีเพียงชนิดเดียว  คือหุ้นชนิดมีชื่อผู้ถือเท่านั้น 
ดังนั้นการโอนหุ้นก็ต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์  คือ ต้องจดทะเบียนการโอนหุ้นต่อสหกรณ์หากสมาชิกที่ประสงค์จะโอนหุ้นหาผู้รับโอนหุ้นไม่ได้  สหกรณ์จะต้องรับซื้อหุ้นที่บุคคลนั้นถือไว้เสียเอง  ในทางปฏิบัติสหกรณ์จะตั้งทุนขึ้นมาก้อนหนึ่งเสียก่อน  เรียกว่าทุน
รับโอนหุ้น       

                 
3. หลักการแบ่งกำไร

                   สหกรณ์ก็เช่นเดียวกับองค์การธุรกิจอย่างอื่น   เมื่อมีกำไรแล้วจะนำกำไรมาจัดสรร  ซึ่งการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ดังนี้
              มาตรา 60   ในการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของ สหกรณ์ให้จัดสรรเป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของกำไรสุทธิ และเป็นค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ไม่เกินร้อยละห้าของกำไรสุทธิแต่ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด
                  กำไรสุทธิประจำปีที่เหลือจากการจัดสรรเป็นทุนสำรองและค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  ที่ประชุมใหญ่อาจจัดสรรได้ภายใต้ข้อบังคับ ดังต่อไปนี้      
                  (1)  จ่ายเป็นเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงสำหรับสหกรณ์แต่ละประเภท
                  (2)  จ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกได้ทำไว้กับสหกรณ์ในระหว่างปี
                  (3)  จ่ายเป็นเงินโบนัสแก่กรรมการและเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ไม่เกินร้อยละสิบของ
กำไรสุทธิ
                  (4)  จ่ายเป็นทุนสะสมไว้ เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของสหกรณ์ตามที่กำหนด
ในข้อบังคับ
              มาตรา 61 ทุนสำรองตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง จะถอนจากบัญชีทุนสำรองได้เพื่อชดเชยการขาดทุนหรือเพื่อจัดสรรเข้าบัญชีทุนสำรองให้แก่สหกรณ์ใหม่ที่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกจาก
สหกรณ์เดิมตามมาตรา 100
                  จะเห็นได้ว่าลักษณะการจัดสรรกำไรสุทธิของสหกรณ์การจ่ายเงินปันผลตามส่วนแห่งหุ้นนี้คล้ายกับการให้ดอกเบี้ยแก่เงินฝากในธนาคาร  ดังนี้ย่อมแสดงให้เห็นได้ชัดประการหนึ่งว่า  การแบ่งเงินปันผลในสหกรณ์นั้นจึงมิใช้การแบ่งกำไร  ส่วนการจ่ายเงินปันผลตามส่วนแห่งธุรกิจ  เป็นลักษณะพิเศษของสหกรณ์ซึ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดถึงความแตกต่างกับองค์การเศรษฐกิจประเภทอื่น ๆ  เงินก้อนนี้มิได้จ่ายให้ในฐานะผู้ซื้อหุ้น  แต่จ่ายในฐานะที่สมาชิกได้ทำธุรกิจติดต่อกับ
สหกรณ์ตามส่วนมากน้อยแล้วแต่ปริมาณธุรกิจ
                  การแบ่งกำไรตามวิธีนี้ย่อมถือได้ว่า  เป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมมาก  เพราะเป็นการยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และทั้งเป็นการพิสูจน์ได้ว่าการแบ่งเงินปันผลนั้นมิใช้การแบ่งกำไร
                  การแบ่งเงินปันผลตามส่วนแห่งธุรกิจ  นอกจากจะมีส่วนดีในแง่ที่มีความยุติธรรมแล้วการแบ่งเงินปันผลย่อมบังคับให้สมาชิกมีความจงรักภักดีต่อสหกรณ์  เต็มใจที่จะมาติดต่อกับ
สหกรณ์มากกว่าที่จะติดต่อกับบุคคลภายนอกอื่น ๆ

                 
4. หลักเสมอภาค
                   สหกรณ์เป็นองค์การที่ยึดวิธีการแบบประชาธิปไตย  ในสหกรณ์สมาชิกทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกัน  จำนวนหุ้นที่ถือก็ดี  การมีตำแหน่งหน้าที่ในสหกรณ์ก็ดี  การเป็นสมาชิกแก่อาวุโสกว่าสมาชิกอื่น ๆ ก็ดีหาเป็นเหตุให้สมาชิกคนใดมีสิทธิพิเศษเหนือยิ่งไปกว่าคนอื่น ๆ  การที่สหกรณ์ให้สิทธิแก่สมาชิกโดยเสมอภาคกันดังนี้  ก็สืบเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่า  การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งได้เข้าร่วมมือและ จัดงานโดยมีความมุ่งหมายเพื่อ ขจัดเสียซึ่งความลำบากเดือดร้อน และอำนวยความสะดวกในการครองชีพของประชาชน  ซึ่งส่วนมากหรือโดยทั่วไปมีฐานะค่อนข้างยากจน  ถ้าหากแต่ละบุคคลที่รวมนั้นไม่มีสิทธิเสมอภาคกันแล้ว  การที่จะปลดเปลื้องความยุ่งยากลำบากก็ย่อมไม่สัมฤทธิ์ผล  เพราะสมาชิกคนหนึ่งอาจได้รับความช่วยเหลือ อีกคนไม่ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งย่อมจะเห็นได้ว่าบุคคลที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจะลำบากยิ่งขึ้นไปอีก  ความเสมอภาคอาจแยกพิจารณาได้ 2 กรณี คือ
                        4.1 ความเสมอภาคในการจัดการงาน สมาชิกย่อมมีสิทธิเสมอเท่ากันในการจัดการงานของสหกรณ์ สิทธิที่จะกล่าวนั้นมี 3 ประการ คือ
                            1.  สิทธิเข้าประชุมในที่ประชุม
                            2.  สิทธิได้รับเลือกเป็นกรรมการ
                            3.  สิทธิออกเสียงลงคะแนน
                        4.2 ความเสมอภาคในการได้รับความช่วยเหลือจากสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ทุกคน มีสิทธิเสมอเท่ากันในการที่จะได้รับความช่วยเหลือจากสหกรณ์ ในสหกรณ์ไม่มีสมาชิกผู้หนึ่งจะมีสิทธิเหนือ ผู้อื่นไปได้
                 

5. หลักเสรีภาพ

                  เราอาจแยกพิจารณาได้ 2 ทาง คือ
                        5.1 เสรีภาพในการเข้าเป็นสมาชิก สหกรณ์เป็นลัทธิเศรษฐกิจที่เคารพต่อสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล สหกรณ์ไม่บังคับให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์เป็นอันขาด เพราะเป็นการกระทำเช่นนั้นจะไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างจริงจัง ในขณะที่สหกรณ์มีความจำเป็นต้องได้รับความสนับสนุนจากสมาชิกในทางต่างๆ แต่หลักนี้มีข้อยกเว้นอยู่ 2 ประการคือ
                            1. อาจเป็นการบังคับโดยเด็ดขาดจากรัฐบาล
                            2. การบังคับโดยปริยายจากสหกรณ์  

    1. เสรีภาพในการออกจากสมาชิกภาพ ในเมื่อมีเสรีภาพในการเข้าเป็นสมาชิกใน

สหกรณ์แล้ว ก็ต้องมีเสรีภาพในการออกจากสมาชิกภาพเป็นของคู่กัน หลักสหกรณ์จึงอนุญาตให้สมาชิกสหกรณ์ทุกคนสามารถลาออกจากสหกรณ์ได้ทุกเมื่อ  เพราะตามความเป็นจริงในทางปฏิบัติ เสรีภาพในการออกจากสหกรณ์นี้ถูกจำกัด แต่ทั้งนี้มีความหมายว่าจะไม่ให้ลาออกจากสมาชิกภาพเลยมิได้ เพียงว่าให้ออกโดยมีเงื่อนไขเท่านั้น เมื่อสหกรณ์มีการจำหน่ายหุ้นให้แก่สมาชิก การลาออกย่อมหมายถึง  การถอนเงิน การคืนหุ้นย่อมทำได้ 3 วิธี คือ
                            1. ขายให้แก่สมาชิกในสหกรณ์เดียวกัน
                            2. ขายให้แก่บุคคลภายนอกที่มีคุณลักษณะที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้
                            3.  ขายให้แก่สหกรณ์
                  เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของสหกรณ์ และอุดมคติที่จะให้มีเสรีภาพในการออกจาก
สหกรณ์อย่างแท้จริง  สหกรณ์จะกันเงินส่วนหนึ่งของกำไรไว้  เป็นทุนพิเศษสำหรับไว้ซื้อหุ้นของ สมาชิกที่ลาออกจากสมาชิกภาพ  ทุนพิเศษนี้เรียกว่า “ทุนรับซื้อหุ้น”

                 
6. หลักช่วยตนเอง

                  หลักการช่วยตนเองนี้  อาจแยกพิจารณาได้ 3 แง่ ดังต่อไปนี้ คือ
                            6.1 ไม่อนุญาตให้ออกเสียงแทนกัน
                            6.2 การไม่ช่วยเหลือบุคคลภายนอก
                            6.3 ไม่ขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก

                 
7. หลักสังคมสงเคราะห์

                  สหกรณ์เป็นองค์การที่ประกอบการทางเศรษฐกิจ  แต่แท้ที่จริงแล้วหาได้มุ่งหมายถึงประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจด้านเดียวไม่  หากแต่มุ่งถึงการที่จะส่งเสริมสวัสดิภาพทางสังคมอยู่ด้วย เพราะว่าสวัสดิภาพทางเศรษฐกิจ  และความมั่นคงทางสังคมเป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องกันอย่างอยู่ใกล้ชิด
หลักการของรอชเดลซึ่งวางไว้เมื่อสมัยกว่า 130 ปีที่แล้ว และได้พัฒนามาเป็น หลักการสหกรณ์
ทั้ง 7 ประการ ที่กล่าวมาแล้วขั้นต้นนั้น นักสหกรณ์พิจารณากันแล้วเห็นว่า โดยที่สภาวะเศรษฐกิจและสังคมของโลกปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก จึงเห็นว่าควรจะได้มี การสังคายนาหลักสหกรณ์ที่เคยถือใช้กันนั้นเสียใหม่ แม้จะเห็นว่าหลักการส่วนใหญ่ก็นับว่าใช้ได้ดีเหมาะสมอยู่ตลอดมาก็ตาม เหตุนี้ในการประชุมองค์การสัมพันธ์ภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ
ครั้งที่ 23  ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย  เมื่อเดือน กันยายน  พ.ศ.2509  ที่ประชุมได้นำเอา
หลักการที่ใช้กันอยู่มาพิจารณาและตกลงให้กำหนดหลักสหกรณ์ทั่วไปขึ้นใหม่  ซึ่งใช้ได้สำหรับ
สหกรณ์ทุกชนิดไว้เป็นสากล  6 ประการ ดังต่อไปนี้
                        1. การเป็นสมาชิกของสหกรณ์ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และเปิดโอกาสให้แก่คนทั้งปวงผู้อาจใช้ประโยชน์ในบริการสหกรณ์ได้ ทั้งนี้โดยปราศจากข้อจำกัดที่เสกสรรขึ้น หรือความลำเอียงใดๆ ทางสังคม การเมือง เชื้อชาติ หรือศาสนา
                        2. สหกรณ์เป็นองค์การประชาธิปไตย กิจการของสหกรณ์ควรได้รับการจัดการโดยบุคคลที่ได้รับเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งตามวิธีที่บรรดาสมาชิกได้ตกลงกัน และที่เขาอาจรับผิดชอบได้ สมาชิกของสหกรณ์ขั้นปฐมควรได้มีสิทธิออกเสียงเท่ากัน สมาชิกหนึ่งคนหนึ่งเสียง และมีส่วน
ในการตัดสินใจที่จะมีผลต่อสหกรณ์เท่ากัน
                        3. จำกัดอัตราเงินบันผลตามหุ้นเพียงไม่เกินอัตราดอกเบี้ย
                        4. รายได้สุทธิ (กำไร) อันเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของสหกรณ์ ย่อมเป็นของสมาชิกของสหกรณ์นั้น และควรจัดสรรไปตามวิธีอาจหลีกเลี่ยงการที่สมาชิกผู้หนึ่งจะได้ประโยชน์ โดยทำให้สมาชิกผู้อื่นเสียประโยชน์ ทั้งนี้ อาจกระทำโดยมติของสมาชิก ดังต่อไปนี้
                            4.1 กันไว้เพื่อการพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์
                            4.2 กันไว้เพื่อการบริการเพื่อส่วนรวม
                            4.3 แบ่งปันระหว่างสมาชิก ตามส่วนแห่งธุรกิจที่สมาชิกได้กระทำกับสหกรณ์
                        5. การส่งเสริมการศึกษาอบรมทางสหกรณ์ สหกรณ์ทั้งปวงควรจัดให้มีการศึกษาสำหรับสมาชิก เจ้าหน้าที่สหกรณ์ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ในหลักและวิธีการสหกรณ์ ทั้งทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตย
                        6. การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ทั้งปวง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บรรดาสมาชิก และชุมนุมชนของสมาชิกอย่างดีที่สุด องค์การสหกรณ์ทั้งปวงควรกันอย่างจริงจังกับสหกรณ์อื่น ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับระหว่างประเทศ

*******************